Hello !! This is the official

Welcome to Bear-Garden official site.

Bear-Garden new album !!

OUT NOW!!!

Bear-Garden Moulting T-Shirt 2012

Limited Edition June's pen drawing

Bear-Garden Bass and Drum Set

Bear-Garden Drum and Bass Show, Compact, Ready to go.

BB Brothers Cartoon

If you like Labrador dogs and like cartoons. Do not forget to follow the story of two brothers, Baloo and Barley here! That is so much fun.

16.7.51

เป็นเพื่อนกับ martin


ถ้าปลื้มใคร ก็ปลื้มใจที่ได้ใกล้ชิดเป็นธรรมดา :0
กรณีคนที่เราปลื้มคนนี้ แหม..เหมือนจะอยู่ไกลแสนไกล ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ คิดว่าก็คงปลื้มๆ แล้วก็คงได้เก็บเอาไว้ในใจ แต่ตอนนี้เราได้เป็นเพื่อนกับคนที่เราปลื้ม  แม้จะเป็นแค่เพื่อนทาง Facebook ( มันช่างมีอิทธิพลจริงๆ )
ฮุ ฮุ ฮะ ฮะ ดีใจว่ะ อยากรู้สินะว่าเขาเป็นใคร ฮ่าๆ บอกก็ได้ ใครที่เป็นแฟน Brit Pop ยุคกระโดดตัวลอย ก็อาจจะไม่ปลื้มวงนี้แบบที่เราปลื้มก็ได้ The Boo Radleys น่ะเอง มือกีต้าร์และคนที่เขียนเพลงเค้าชื่อ Martin Carr
หลัง The Boo แตกแยกย้าย เราก็ผิดหวัง จ๋อย แต่..Martin Carr ก็ทำเพลงแบบโปรเจคส่วนตัวต่อ คือ Brave Captain แล้วกัปตันก็ดันตายอีก..อะไรเนี่ย แต่ก็ยังมี Martin Carr ซึ่งยังทำเพลงตัวเองต่อถึงจะใช้ชื่ออะไรก็เถอะ.. มันเป็นวันที่สดใสเมื่อยังตื่นมาแล้วได้ฟังเพลงดีๆ ที่เราอยากฟัง เพลงดีเป็นส่วนประกอบของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว สำหรับคนนี้ยกไว้เป็นพิเศษ เพราะเพลงของเขามันมีเคมีที่เหมาะสมกับเรา มันอบอุ่น อบอวล ประหลาดใจ เออออ เห็นด้วยไปซะหมด (เว่อร์ปะ) เอาเป็นว่ารู้สึกอย่างนี้จริงๆ 
ครั้งแรกที่เรารู้จัก The Boo Radleys ก็จากรายการป้า Wassy นี่แหละ ถือเป็นบุญเป็นคุณกันไปเลย แกเปิดซิงเกิ้ลชื่อ From The Bench At Belvidere อย่าหาว่าเวอร์เลยนะ ฟังแล้วขนลุกทั้งที่ตอนนั้นก็ไม่ได้ปวดขี้ เพราะมากกก แล้วป้าก็เล่าว่าวงนี้น่ะ เป็นวงที่เวลาคนไปดูคอนเสิร์ทจะเงียบกริบ เพราะจะจ้องดูความมีฝีมือของนักดนตรี  อยากจะชมซักครั้งวงก็มาแตกซะก่อน แต่ยังดีที่มี Martin ที่ช่วยยืดชีวิตของเราไว้ (แหะ..)
ขอบคุณคอมพิวเตอร์ สายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ป้าวาส ที่ทำให้เรารู้จักกันนะ Martin นะ เราจะติดตามชื่นชมผลงานตลอดไป ขอจบด้วยเนื้อเพลงนี้ ชอบมาก

Reasons for believing in anything
Are few and far between these days
And i am just a boy who can't say no
Things are so much clearer in a haze
And you don't know, so why not give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass
Lessons are for learning then throwing away
Experience has taught me nothing
Think i'll take a chance and miss you today
You can choose real life if you want
And you don't know, so why not give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass
Blinded by the sunshine give me neon light
When i'm far away this is my home
A small one on the side to aid my flight
Then i can feel my wings begin to grow
And you don't know, so why don't give it a chance
Heaven's at the bottom of this glass



14.7.51

ถึงแม่ใหญ่ ด้วยรัก คิดถึงด้วยนะ






คิดถึงแม่ใหญ่ วันนี้ก็นึกถึง เห็นหน้าแม่ก็คิดถึงแม่ใหญ่ขึ้นมาด้วย 
ป่านนี้ไปอยู่ไหนแล้วนะ

230608

ระลึกถึงแม่ใหญ่ ด้วยรัก
อาทิตย์ที่ผ่านมาเราต้องไปงานศพยายเรา ยายที่เป็นแม่ของแม่เราและน้าๆ อีกเพียบ รวม 12 คน
โดยที่หลานๆ เรียกว่า แม่ใหญ่

แม่ใหญ่ของเราอายุ 87 ปี ใจดีมาก รักลูกหลานทุกคน
แม่ใหญ่นอนแบบนี้มาเป็นเดือน โดยมีแม่เราและน้าๆ คอยปรนนิบัติ ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง เข้าออกโรงพยาบาลอยู่ช่วงนึง
ร้องกลับบ้านตลอด แล้วก็หลงๆ ลืมๆ แล้ว งอแงเป็นบางที จนบางทีคนที่คอยปรนนิบัติก็พลอยน้อยใจไป
บางทีที่เรากลับไปเยี่ยม แม่ใหญ่ก็จำเราได้เรียกชื่อ จูน บางทีก็บอกว่าหน้าคุ้นๆ นะ ยิ้มแล้วฟันเหมือนไอ้จูนเลย
เราก็อำไปบ้างอะไรบ้าง แต่แกจะถามทุกครั้ง มานานแล้วหรอ กินข้าวหรือยัง อะไรทำนองนี้ ตอนจะกลับก็..กลับแล้วหรอ
ไว้มาอีกนะ แกเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจดี ประเสริฐมากๆ แล้วก็เป็นคนขยันขันแข็งมาก เลี้ยงลูกหลัก 10 คนมาได้ขนาดนี้
แค่คิดก็หนาวแล้ว ถ้าเทียบกับแม่ใหญ่แล้ว เรากลายเป็นคนหนักไม่เอาเบาไม่สู้ไปเลย

บอกตามตรงว่าเราไม่คิดว่าแม่ใหญ่จะอยู่มาได้นานขนาดนี้ เราเองก็เป็นประเภทไม่อยากให้แกทรมานนานๆ
เห็นแล้วเศร้า สงสารแก

วันที่แกใกล้สิ้นลมลูกหลานทุกคน ก็เร่งรุดไปเยี่ยมลา
เป็นครั้งสุดท้าย แม่โทรมาบอกว่า แม่ใหญ่ใกล้แล้วนะลูก พรุ่งนี้เสร็จธุระแล้วรีบมานะ
เราไปก็เกือบคนสุดท้ายแล้วก็เห็นแกนอนลืมตา เราเข้าไปทัก แกก็ออกอาการว่ารับรู้ทางแววตา
แต่ตาของแม่ใหญ่ มองตรงๆ ไม่กะพริบตาเลย มองไปที่ไหนก็ไม่รู้ ตัวก็เล็กลงไปมาก ขยับตัวไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่อาหารเลย 
น้ำยังกินไม่ได้ นอนลืมตาโพลงอยู่อย่างนั้น

เห็นซี่โครงขยับขึ้นลง ตามจังหวะหายใจชัดมาก เนื้อหนังมังสาหดตัวไปแนบชิดติดกระดูก น้าเรายังเปิดเสื้อให้ดู
เรายังแซวยายเล่นอยู่เลย ว่านมเล็กลงไปเยอะเลย น้าก็เออ ออ กันขำๆ ทำใจกันไว้แล้ว
( ตอนแม่ใหญ่ยังอยู่เราชอบไปจับนมยายเล่น เพราะนมแม่ใหญ่ยาน จับมันมือดี ยายก็ไม่เคยรังเกียจ หรือวุ้ยว้ายเหมือนสาวๆ แถมยังหัวเราะขำๆ อีก)
แม่เล่าให้ฟังว่า อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ที่เป็นช่วงวันพระวันโกน แกลุกขึ้นมาพูดๆ ไม่หลับไม่นอน อยู่จนเช้าแล้วก็หลับไปสองวันติด
บางทีก็พูดภาษาจีนจ้อเลย (แม่ใหญ่มีเชื้อสายจีน แต่เค้าก็งงๆ กันว่าพูดได้ขนาดนี้เลยหรอ) แล้วก็พูดถึงแต่คนเก่าคนแก่ที่ตายไปแล้วทั้งนั้น บ้างก็มาหาบอกน้าว่าอย่านั่งที่ตรงนั้น เพื่อนแม่ใหญ่มาเยี่ยมนั่งกินเหล้ากันอยู่ น้าก็เหวอไป แล้วก็บอกว่ามีเพื่อน (ที่ตายไปแล้ว) มารอรับอยู่หน้าบ้านบ้างอะไรบ้าง

่คนสุดท้ายจริงๆที่มาเยี่ยม คือน้าสะใภ้ และลูกพี่ลูกน้อง
ที่เดินทางมาจากชลบุรี เหมือนแม่ใหญ่จะรอให้มาเห็นหน้าครบทุกคนอย่างนั้นแหละ ตาที่ลืมโพลงอยู่ก็ปิดสนิท
แล้วก็หยุดหายใจไปเลย ทุกคนก็พูดกันว่า แกรักลูกหลาน แกรอให้มาให้ครบก่อน เรามาเยี่ยมแล้วก็กลับไปทำงานต่อ
ยังไม่ทันถึงที่ แม่ก็โทรมาบอกว่า แม่ใหญ่สิ้นแล้วนะลูก หลังจากวางโทรศัพท์..ไม่คิดเลยว่าน้ำตาจะไหล

เราคิดมาตลอดเลย ว่าเราทำใจแล้ว แล้วก็ไม่อยากเห็นแกทรมาน แต่น้ำตาก็ไหล

วันที่ไปรดน้ำ สวดศพ ตลอดอาทิตย์ เราไหว้แม่ใหญ่แล้วก็บอกแกว่า ไปที่ดีๆ นะ แล้วเราคงได้เจอกันใหม่ ไม่ต้องห่วงกังวลอะไรแล้ว ตอนนั้นไม่รู้แกอยู่ไหนแล้ว เจอน้องๆ พี่ๆ หลานๆ ก็คุยกันเล่นกันเป็นที่สนุกสนาน น้องและหลานตัวแสบๆ ก็ทำบรรยากาศให้ครึกครื้นดีทีเดียว วันสุดท้ายคือวันเผา ก็มีทำบุญตอนเช้า ไหว้ใหญ่แบบจีน
แล้วพวกลูกๆ ก็ทำทีเป็นยกกล่องสมบัติ?(กระดาษ) ที่บรรจุของใช้ต่างๆ และเงินทอง (กระดาษ) จนเต็มกล่อง
ทำทีว่าหนัก ยกแทบไม่ขึ้น แล้วเราก็ไปยืนล้อมกล่องสมบัติที่ถูกเผาไปให้แม่ใหญ่ กันเป็นวงกลม ประมาณว่าให้แม่ใหญ่เท่านั้น วิญญาณอื่นไม่มีสิทธิ์ จบขั้นตอนนี้เราก็รอตอนเย็น มีพระมาสวดและเทศน์ แขกเหรื่อมากันหนาตาแล้ว ต่อไปก็เป็นการแห่ศพย้ายไปที่เมรุ โดยนำโลงศพวางบนรถแห่ศพที่ประดับประดาสวยงามด้านข้างเป็นรูปพญานาค
ญาติๆ และคนสนิทเดินรอบเมรุเวียนซ้าย 3 รอบ แม่เราเป็นลูกคนโตถือรูป ส่วนลูกชายถือกระถางธูป แม่บอกว่าอย่าเดินตามหลัง ให้เดินข้างหน้านำแม่ใหญ่เค้าไปไม่ใช่เดินตาม เราเดินอยู่ช่วงหน้าโลง ไปๆ มาๆ ทำไมมาอยู่ตรงข้างโลงศพก็ไม่รู้ ช่วยเข็นรถพญานาคไปซะงั้น (คนที่บังคับรถอันนี้ บังคับไม่ได้เรื่อง เลี้ยวไม่พ้นบ้าง เลี้ยวไม่ทันบ้าง จนคนในขบวนต้องมาคอยช่วยประคองรถให้อยู่ในทิศในทาง) เมื่อญาติๆ ฝ่ายชายยกโลงศพแม่ใหญ่ไปตั้งบนเมรุเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปก็เป็นการทอดผ้าบังสุกุล โดยแขกคนสำคัญๆ หลังจากนั้นแขกที่มาก็ทยอยกันเอาดอกไม้จันขึ้นไปวาง พวกเราต้องมายืนไหว้ขอบคุณแขก ตรงทางลง จนแขกหมด

ถึงเป็นคราวของญาติพี่น้อง เราขึ้นไปดูแม่ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย เอาดอกไม้ไปวาง จนประตูห้องเผาเลื่อนลงมาปิด
น้ำตาไหล นึกในใจว่าสุดท้าย เราก็คงไม่อาลัยกับโลกนี้แล้ว ลูกๆ ของแม่ใหญ่ร้องให้กันทุกคนเลย คิดซะว่าเราคงได้เจอกันใหม่
แม่ใหญ่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ หนังสืออะไรแกก็อ่านได้ เราเคยเอาหนังสือเรื่อง 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยวไปให้แกอ่าน
พอแกอ่านจบ เราก็ไปเอาคืนแล้วถามว่า เล่มนี้เป็นไง แกบอกว่าเหมือนชีวิตแม่ใหญ่เลย...
เราก็เลยอึ้งๆ โดดเดี่ยวเหมือนชื่อเรื่องเลยหรอ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกมั้ง เพราะใครๆ ก็รักแม่ใหญ่


แล้วเราคงได้เจอกันใหม่ ที่ไหนซักแห่งนะ ใช่ไหม

จดหมายบำบัด


วันนี้ดันไปค้นพบกล่องไม้ซึ่งข้างในบรรจุจดหมาย ไดอารี่ และโปสการ์ดเก่าๆ ตั้งแต่สมัยละอ่อน
บ้างก็เป็นเราเขียนให้ตัวเอง เพื่อนเขียนให้เรา เราเขียนให้เพื่อน คนที่ปลื้มเรา และคนที่เราแอบปลื้ม มีแม้กระทั่งจดหมายที่่เขียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ส่ง
พอเปิดออกมาเท่านั้น ก็ไม่เป็นอันทำอะไรเลย นั่งอ่านอยู่นั่น เปิดอันนั้นดูอันนี้
สมัยโน้น (เหมือนจะนาน เหมือนจะแก่) การเขียนอะไรถึงกันมันช่างแสนคลาสสิก ซึ่งวิธีอื่นๆ ดูจะเทียบไม่ได้เลย
เราเป็นคนนึงที่ชอบเขียนมาก เขียนไดอารี่จริงจัง ละเอียดละออ รายละเอียดต่างๆ ความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงอัดแน่นเต็มพรืดไดอารี่ พอจะจำอารมณ์ของการติดการเขียนไดอารี่ได้ คล้ายๆ เรื่องราวในนั้นเป็นเรื่องที่พูดคุยกับใครไม่ได้ทั้งหมด เหมือนเรามานั่งคุยกับตัวเองวิเคราะห์ตัวเอง ปลอบใจ ด่า กังวล สงสัย ให้กำลังใจตัวเองไป แต่ที่แน่ๆ เมื่อจบการเขียนในแต่ละวัน มันรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอารมณ์ความรู้สึกถูกโอนถ่ายพลังไปสู่หน้ากระดาษจนหมด จนรู้สึกโล่งใจ สำหรับเราการเขียนเหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่งไปเลย
เข้าใจว่าการเขียนจดหมายถึงกันก็คงจะเป็นประมาณนี้ คิดดูเวลาที่เราได้รับจดหมายจากใครๆ ก็เหมือนเราได้รับรู้ความรู้สึกในตอนนั้นของเขาด้วยเหมือนกัน คลาสสิกจะตาย อีกอย่างก็คือความตื่นเต้นดีใจเวลาที่คุณบุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งให้หน้าบ้าน มันดีใจยังไงก็ไม่รู้ เพราะใจมันจะเต้นแรงขึ้นนิดหน่อยเวลาที่ได้รับจดหมาย มาจนถึงทุกวันนี้ที่อะไรๆ มันเร็วปรื๋อปรู๊ดปร๊าด ก็ถือเป็นความสะดวก แต่..เราก็ยังอยากได้จดหมายอยู่ จดหมายหรือโปสการ์ด หรืออะไรก็ได้ที่ประทับตราไปรษณีย์มาแถวๆ สแตมป์ แล้วมีชื่อเราอยู่บนนั้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแคตตาล็อคสินค้าจากห้าง ก็ยังดีใจ
เขียนมาถึงตรงนี้ ใครก็ได้ที่ใจดีและมีเวลาและอยากเขียนจดหมาย ช่วยส่งมาให้เราหน่อยนะ อยากได้
แล้วเราจะตอบกลับไป..จริงๆ นะ

จูน
153 รามคำแหง 26/2 หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

*ภาพประกอบจาก wikipedia 
A cover carried on a 1932 first flight in the north woods of Canada, with a cachet and franked with both a regular and airmail stamp.

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More